Sirma Mobile Business,Technology 5 ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการเทรดหุ้นที่ควรทราบ

5 ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการเทรดหุ้นที่ควรทราบ

เทรดหุ้น

นอกจากความรู้เกี่ยวกับการลงทุนหรือเทรดหุ้นแล้วนั้น สิง่ที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับหุ้นและแพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างๆ นั้น “ศัพท์เทคนิค” เราก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกัน บทความนี้จึงอยากแนะนำเกี่ยวกับ “5 ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการเทรดหุ้นที่ควรทราบ” กันครับ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปศึกษาพร้อมๆ กันเลยครับ

การเทรดหุ้นคืออะไร

การลงทุนหรือการเทรดหุ้น คือ การทำเงินใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนในการทำกิจการจต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินที่ลงทุนไป ซึ่งหุ้น หรือ หุ้นสามัญ จริงๆ คือ สิ่งที่ใช้บอกสัดส่วนความเป็นเจ้าของของบริษัท โดยผู้ถือหุ้นนั้นจะมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัท หรือกิจการนั้นๆ

ข้อควรรู้ก่อนการเล่นหุ้น

สำรวจตนเองว่า อยากลงทุนเพราะอะไรกันแน่ ก่อนจะกระโดดเข้าสนามการลงทุน เราอาจต้องสำรวจพื้นฐานของตัวเอง รวมถึงเป้าหมายของตัวเราก่อน เพื่อที่เราจะสามารถหารูปแบบ และวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง ได้ซึ่งสามารถแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้

●ค้นหาสไตล์การลงทุน การเล่นหุ้นในแบบของเรา การเล่นหุ้น อาจจะมีหลายแบบ แต่สามารถแบ่งประเภทนักลงทุนได้ 2 สไตล์หลัก ๆ คือ

●การเลือกโบรกเกอร์ ก่อนจะเทรดหุ้นได้นั้น เราจะต้องทำการเปิดบัญชีหุ้น เราสามารถเปิดกับ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้เลย ยิ่งปัจจุบันสามารถเปิดพอร์ตหุ้นออนไลน์ได้ในบางบล.แล้ว สามารถเช็ครายชื่อได้

●ต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหุ้นตัวที่เราสนใจ เราจะต้องเรียนรู้มากที่สุด เพราะก่อนจะเข้าซื้อหุ้นสักตัว ต้องทำการบ้าน ทั้งข้อมูลของบริษัทฯ ที่จะเข้าไปซื้อหุ้น เช่น ประเภทธุรกิจ, ภาวะตลาด, โมเดลธุรกิจ, ผลประกอบการย้อนหลัง ฯลฯ รวมถึงติดตามข่าวสารของที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของหุ้นนั้นๆ ว่ามีทิศทาง หรือปัจจัยที่อาจได้รับผลบวก หรือผลกระทบอย่างไรเบื้องต้นสามารถอ่านข้อมูลของหุ้นแต่ละตัวได้ที่ SET เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนซื้อขายหุ้น

5 ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการเทรดหุ้น

1. Bid – Ask (ราคาเสนอซื้อ – ราคาเสนอขาย)
Bid = ราคาที่นักลงทุน ต้องการซื้อ หุ้น
Ask = ราคาที่นักลงทุน ต้องการขาย หุ้น

ยกตัวอย่างเช่น สมมติหุ้น A มี Bid 100 บาท และ Ask 101 บาท, ถ้าคุณต้องการซื้อทันที คุณต้องซื้อที่ ราคา Ask 101 บาท, ถ้าคุณต้องการขายทันที คุณต้องขายที่ ราคา Bid 100 บาท เราจะใช้ Bid-Ask Spread (ส่วนต่างระหว่าง Bid และ Ask) มีผลต่อสภาพคล่องของหุ้น

2. Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) Stop Loss คือระดับราคาที่เรายอมขาดทุน เพื่อลดความเสี่ยง หากราคาหุ้นลดลงเกินจุดที่กำหนด ยกตัวอย่าง

– ซื้อหุ้นที่ราคา 50 บาท และตั้ง Stop Loss ไว้ที่ 45 บาท
– ถ้าหุ้นร่วงถึง 45 บาท จะขายอัตโนมัติเพื่อลดการขาดทุน
เราจะใช้ Stop Loss เพื่อป้องกันพอร์ตเสียหายหนัก

3. Support & Resistance (แนวรับ – แนวต้าน)
– แนวรับ (Support) = ระดับราคาที่หุ้นมักจะไม่ลดลงต่ำไปกว่านั้น เพราะมีแรงซื้อเข้ามารองรับ
– แนวต้าน (Resistance) = ระดับราคาที่หุ้นมักจะขึ้นไปชนแล้วไม่ผ่าน เพราะมีแรงขายกดลงมา
ตัวอย่างเช่น
– หุ้น XYZ มี แนวรับที่ 50 บาท → ถ้าราคาลงมาที่ 50 บาท มักจะเด้งกลับขึ้นไป
– หุ้น XYZ มี แนวต้านที่ 60 บาท → ถ้าราคาขึ้นไปถึง 60 บาท มักจะถูกขายทำกำไร
เราจะใช้แนวรับ-แนวต้านช่วยหา จุดเข้าซื้อและจุดขาย อย่างมีประสิทธิภาพ

4. RSI (Relative Strength Index – ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย)

– RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดว่า หุ้นอยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold)
– ค่าของ RSI อยู่ระหว่าง 0 – 100
– RSI สูงกว่า 70 → หุ้นอาจ Overbought (ขึ้นแรงเกินไป เสี่ยงปรับฐาน)
– RSI ต่ำกว่า 30 → หุ้นอาจ Oversold (ถูกขายมากเกินไป อาจมีโอกาสดีดตัวกลับ)
ตัวอย่างเช่น
– หุ้น A มี RSI = 80 → อาจอยู่ในช่วงซื้อมากเกินไป (เตรียมขายทำกำไร)
– หุ้น B มี RSI = 25 → อาจอยู่ในช่วงขายมากเกินไป (อาจเป็นโอกาสซื้อ)

แก้ไขโดย RSI ช่วยบอกแนวโน้มของหุ้นว่าควรเข้าหรือออกจากตลาด

5. Breakout (การทะลุแนวต้าน/แนวรับ) Breakout คือการที่ราคาหุ้นทะลุ แนวต้านขึ้นไป หรือ แนวรับลงไป อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่าง:
– หุ้น X มี แนวต้านที่ 100 บาท → ถ้าหุ้นขึ้นไป เกิน 100 บาท และมี Volume มาก อาจหมายถึง Breakout
– หุ้น Y มี แนวรับที่ 50 บาท → ถ้าหุ้นร่วงต่ำกว่า 50 บาท อาจหมายถึง Downtrend ถ้า Breakout ขึ้นไป = สัญญาณซื้อถ้า Breakout ลงมา = สัญญาณขาย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับข้อมูลเกี่ยวกับ “5 ศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับการเทรดหุ้นที่ควรทราบ” ที่เราได้นำมาฝากทุกๆ ท่านกันในบทความข้างต้นนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันนะครับ

Related Post

ทดสอบ วัสดุ

การทดสอบวัสดุคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในงานควบคุมคุณภาพอุตสาหกรรมการทดสอบวัสดุคืออะไร และมีบทบาทอย่างไรในงานควบคุมคุณภาพอุตสาหกรรม

ในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือวัสดุโครงสร้าง การควบคุมคุณภาพของวัสดุถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะคุณสมบัติของวัสดุมีผลโดยตรงต่อความแข็งแรง ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การทดสอบวัสดุจึงเป็นกระบวนการพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุได้อย่างแม่นยำ ก่อนนำไปใช้งานจริง หรือใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต การทดสอบวัสดุคืออะไร การทดสอบวัสดุ (Material Testing) คือการตรวจสอบและประเมินคุณสมบัติของวัสดุในด้านต่าง ๆ ทั้งทางกล ทางกายภาพ และทางเคมี เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของวัสดุภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้สามารถตอบคำถามสำคัญ เช่น ข้อมูลที่ได้จากการทดสอบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางวิศวกรรมและการควบคุมคุณภาพ ประเภทของการทดสอบวัสดุที่ใช้ในอุตสาหกรรม การทดสอบวัสดุสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน การทดสอบทางกล (Mechanical Testing)

Read MoreRead More
เตียงปรับไฟฟ้า

เคล็ดลับเลือกเตียงปรับไฟฟ้าให้เหมาะกับห้องและการใช้งานของคุณเคล็ดลับเลือกเตียงปรับไฟฟ้าให้เหมาะกับห้องและการใช้งานของคุณ

เตียงปรับไฟฟ้ากลายเป็นเฟอร์นิเจอร์สำคัญในบ้านยุคใหม่ เพราะช่วยให้การพักผ่อนกลายเป็นเรื่องสะดวกและตอบโจทย์สุขภาพมากขึ้น แต่ด้วยฟังก์ชันและดีไซน์ที่หลากหลาย หลายคนอาจสับสนว่าจะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับพื้นที่ งบประมาณ และรูปแบบการใช้งานของตัวเอง บทความนี้จะพาไปรู้จักแนวทางเลือกเตียงปรับไฟฟ้าแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้คุณได้เตียงที่ “ใช่จริง” สำหรับชีวิตประจำวัน 1. เริ่มจากรู้เป้าหมายการใช้งาน ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรถามตัวเองก่อนว่า “จะใช้เตียงนี้เพื่ออะไร” หากเป็นการใช้งานทั่วไป เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง หรือพักผ่อนหลังเลิกงาน เตียงปรับไฟฟ้าที่ปรับหัวและขาได้พื้นฐานก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ควรเลือกรุ่นที่ปรับได้หลายส่วน พร้อมระบบความปลอดภัย เช่น ฟังก์ชันล็อกตำแหน่ง หรือเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว การรู้จุดประสงค์จะช่วยจำกัดขอบเขตการเลือก และทำให้คุณจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ

Read MoreRead More
บริษัทออกแบบภายใน

บริษัทออกแบบภายในกับแนวคิดที่ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นในทุกมุมเล็ก ๆบริษัทออกแบบภายในกับแนวคิดที่ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นในทุกมุมเล็ก ๆ

การออกแบบภายในที่ดีไม่ใช่แค่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากัน แต่เป็นการอ่านพื้นที่และปรับมันให้รองรับการใช้ชีวิตจริงของเจ้าของบ้าน หลายคนอาจมองว่าบ้านตัวเองมีข้อจำกัดมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นมุมที่ใช้งานไม่สะดวก ทางเดินที่แคบ หรือแสงที่ตกในจุดไม่พอดี แต่สำหรับนักออกแบบ พื้นที่เหล่านี้คือเบาะแสสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจวิถีการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้ชัดขึ้น การทำงานของบริษัทออกแบบภายในจึงไม่ใช่แค่การจัดห้องให้สวย แต่เป็นการแปลพฤติกรรมประจำวันออกมาเป็นรูปแบบที่ใช้งานง่ายขึ้น บ้านจำนวนมากมี “นิสัยของพื้นที่” ที่ผู้อยู่อาศัยอาจคุ้นจนมองไม่เห็น เช่น มุมที่วางของแล้วรกง่ายกว่าที่อื่น จุดที่เปิดไฟแล้วแสงแข็งจนรู้สึกแสบตา หรือพื้นที่ที่แม้จะกว้างแต่กลับใช้งานไม่สะดวก นักออกแบบจะสังเกตสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ และใช้มันเป็นแรงบันดาลใจในการปรับจังหวะของห้อง วางเฟอร์นิเจอร์ให้สัมพันธ์กับแสง และสร้างเส้นทางการเดินที่ลื่นกว่าเดิม เพื่อให้บ้านทั้งหลังทำงานสอดคล้องกับกิจวัตรจริง ๆ ไม่ใช่แค่ดูดีในภาพรวม การจัดวางช่วยให้บ้าน “นิ่ง” และใช้งานง่ายขึ้น สำหรับบริษัทออกแบบภายใน

Read MoreRead More